พระราชบัญญัติ
บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น
พ.ศ. 2500
-------------------------
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500
เป็นปีที่ 12 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

มาตรา 1   พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500"
มาตรา 2    พระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจาก วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
[รก.2500/99/1พ/19 พฤศจิกายน 2500]
มาตรา 3   ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติเงินทดแทนพนักงาน เทศบาล พุทธศักราช 2488ในกรณีที่มีบทกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับอื่นขัด หรือแย้งกับบทแห่ง พระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้บังคับแทน
มาตรา 4    ในพระราชบัญญัตินี้
"ข้าราชการส่วนท้องถิ่น"* หมายความว่า ข้าราชการส่วนจังหวัดพนักงานเทศบาล พนักงานสุขาภิบาล และ พนักงานเมืองพัทยา ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
*[นิยามนี้แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530]
"ข้าราชการ" หมายความว่า ข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญ
"ราชการส่วนท้องถิ่น"* หมายความว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล และเมืองพัทยา ตาม กฎหมายว่าด้วยการนั้น
*[นิยามนี้แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530]
"เวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ" หมายความว่า เวลาที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นรับราชการหรือ ปฏิบัติงานมาตั้งแต่ต้นจนถึงวันสุดท้ายที่ได้รับเงินเดือนตามเกณฑ์และวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้
"เงินเดือนเดือนสุดท้าย"* หมายความว่า เงินเดือนที่ได้รับจากเงินงบประมาณของราชการส่วนท้องถิ่นประเภท เงินเดือนเดือนสุดท้ายที่ออกจากราชการ รวมทั้งเงินเพิ่มพิเศษรายเดือนสำหรับค่าวิชา และหรือเงินเพิ่มการเลื่อนฐานะและ หรือสำหรับประจำตำแหน่งที่ต้องฝ่าอันตรายเป็นปกติ และหรือสำหรับการสู้รบ และหรือสำหรับการปราบปรามผู้กระทำ ความผิดแต่ไม่รวมเงินเพิ่มอย่างอื่น ๆ
*[นิยามนี้แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530]
"เงินเดือนเดิม"* หมายความว่า เงินเดือนเดือนสุดท้ายที่เคยได้รับสูงสุดในครั้งใดก่อนออกจากราชการ แต่ในกรณี ที่มีกฎหมายหรือกฎ ก.จ. ปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการส่วนท้องถิ่นเงินเดือนเดิมให้หมายความถึงเงินเดือนเดือนสุดท้ายที่ เคยได้รับสูงสุดในครั้งใดก่อนออกจากราชการและได้ปรับตามกฎหมายหรือกฎ ก.จ. ที่ใช้บังคับแก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่น นั้นแล้ว
*[นิยามนี้แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2518]
"บำเหน็จ" หมายความว่า เงินตอบแทนความชอบที่ได้รับราชการมาซึ่งจ่ายครั้งเดียว
"บำนาญ" หมายความว่า เงินตอบแทนความชอบที่ได้รับราชการมาซึ่งจ่ายเป็นรายเดือน
"แพทย์ที่ทางราชการรับรอง" หมายความว่า ผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะตาม กฎหมายว่าด้วยการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ หรือแพทย์ที่มีสิทธิประกอบโรคศิลปะในต่างประเทศซึ่งประกอบโรค ศิลปะอยู่ในต่างประเทศนั้น และกระทรวงมหาดไทยได้รับรองให้ทำการตรวจและแสดงความเห็นตามความในพระราช บัญญัตินี้ได้
"ทายาทผู้มีสิทธิ"* หมายความว่า
(1) บุตร และให้หมายความรวมถึงบุตรซึ่งได้มีคำพิพากษาของศาลว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ซึ่งได้ มีการฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรก่อนหรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่บิดาตายหรือนับแต่วันที่ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตาย ของบิดา
(2) สามีหรือภริยา
(3) บิดามารดา
*[นิยามนี้แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530]
"ผู้อุปการะ"* หมายความว่า
(1) ผู้ที่ได้อุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาผู้ตายมาแต่เยาว์ฉันท์บิดามารดากับบุตร หรือ
(2) ผู้ที่ได้อุปการะข้าราชการส่วนท้องถิ่น หรือข้าราชการบำนาญส่วนท้องถิ่นผู้มีรายได้ไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ฃ หรือได้อุปการะข้าราชการบำนาญส่วนท้องถิ่นผู้ซึ่งป่วยเจ็บทุพพลภาพหรือวิกลจริตไม่สามารถที่จะช่วยตัวเองได้ผู้อุปการะ ตามข้อนี้ต้องเป็นผู้ให้อุปการะประจำเป็นส่วนใหญ่
*[นิยามนี้แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2508]
"ผู้อยู่ในอุปการะ" หมายความว่า ผู้ที่ได้อยู่ในความอุปการะของผู้ตายตลอดมาโดยจำเป็นต้องมีผู้อุปการะ และ ความตายของผู้นั้นทำให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดความอุปการะ
มาตรา 5     ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตาม พระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

ลักษณะ 1
กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น

มาตรา 6     ให้มีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ส่วนท้องถิ่นขึ้น เพื่อจ่ายบำเหน็จบำนาญให้แก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยให้ราชการส่วนท้องถิ่นหักเงินงบประมาณ รายได้ประจำปีสมทบเข้าเป็นกองทุนในอัตราซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะได้กำหนดโดยกฎกระทรวงไม่เกินร้อยละสาม และตั้งประเภทเงินนี้ไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีของราชการส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง
งบประมาณรายได้ประจำปีซึ่งพึงคำนวณหักสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น มิให้นำ งบประมาณรายได้ประเภทพันธบัตร เงินกู้ เงินที่มีผู้อุทิศให้หรือเงินอุดหนุนมารวมคำนวณด้วย
เงินที่หักสมทบเข้าเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นดังกล่าวให้นำส่งกระทรวงมหาดไทย
มาตรา 7    ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น" ประกอบด้วยปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมมหาดไทย อธิบดีกรมตำรวจ อธิบดีกรมโยธา เทศบาล และผู้แทนกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการ มีอำนาจควบคุมและดำเนินการรับจ่าย เงินกองทุนรวมตลอดจนหา ดอกผลจากกองทุนนี้ตามระเบียบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดและให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัตินี้ด้วย
มาตรา 8    กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น ให้รวมถึงประเภทเงินดังกล่าวต่อไปนี้ด้วย
(1) เงินดอกผลที่เกิดจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายนี้ และ
(2) เงินที่มีผู้อุทิศสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น

ลักษณะ 2
บำเหน็จบำนาญปกติ

หมวด 1
สิทธิในบำเหน็จบำนาญปกติ

มาตรา 9    เมื่อข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดออกจากราชการ ให้จ่ายบำเหน็จหรือบำนาญจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นให้ตามเกณฑ์ ซึ่งกำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้
สิทธิในบำเหน็จหรือบำนาญเป็นสิทธิเฉพาะตัวจะโอนไม่ได้
มาตรา 10    ภายใต้บังคับมาตรา 11 ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อก่อนออกจากราชการต้องได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนของราชการส่วนท้องถิ่น
มาตรา 11    บุคคลที่ระบุไว้ต่อไปนี้ไม่มีสิทธิได้รับ บำเหน็จบำนาญปกติตามพระราชบัญญัตินี้
(1) ผู้ถูกไล่ออกหรือปลดออกจากราชการเพราะมีความผิด
(2) ข้าราชการส่วนท้องถิ่นวิสามัญหรือลูกจ้าง เว้นแต่ในกรณีที่มี ข้อกำหนดให้บำเหน็จบำนาญไว้ในหนังสือ สัญญาจ้างตามความต้องการของทางราชการส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ โดยอนุมัติกระทรวงมหาดไทย
(3) ผู้ซึ่งราชการส่วนท้องถิ่นกำหนดเงินอย่างอื่นไว้ให้แทนบำเหน็จหรือบำนาญแล้ว
(4) ผู้ซึ่งมีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญไม่ครบหนึ่งปีบริบูรณ์ หรือ
(5) ผู้ซึ่งไม่เคยรับราชการมาก่อนแต่ได้เป็นทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร เมื่อปลดเป็นกองหนุน แล้วและได้เข้ารับราชการอีกโดยเวลารับราชการจะติดต่อกับเวลาราชการกองประจำการหรือไม่ก็ตามยังไม่ครบหนึ่งปี บริบูรณ์
มาตรา 12    ข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีสิทธิได้รับบำเหน็จ บำนาญปกติด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(1) เหตุทดแทน
(2) เหตุทุพพลภาพ
(3) เหตุสูงอายุ
(4) เหตุรับราชการนาน
มาตรา 13    สิทธิในการขอบำเหน็จบำนาญปกติ ตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีอายุความสามปี
มาตรา 14    บำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนนั้น ให้แก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งออกจากราชการเพราะเลิกหรือยุบตำแหน่ง หรือไปดำรงตำแหน่งการเมือง หรือซึ่งมีคำสั่งให้ออกโดยไม่มีความผิด
มาตรา 15    บำเหน็จบำนาญเหตุทุพพลภาพนั้น ให้แก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ป่วยเจ็บทุพพลภาพซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจแสดงความเห็นว่าไม่สามารถที่ จะรับราชการในตำแหน่งหน้าที่ซึ่งปฏิบัติอยู่นั้นต่อไป
มาตรา 16    บำเหน็จบำนาญเหตุสูงอายุนั้น ให้แก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์แล้ว
ถ้าข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดมีอายุครบห้าสิบปีบริบูรณ์แล้ว ประสงค์จะลาออกจากราชการ ก็ให้ผู้มีอำนาจ สั่งอนุญาตให้ลาออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุสูงอายุได้
[มาตรา 16 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2508]
มาตรา 17    บำเหน็จบำนาญเหตุรับราชการนานนั้น ให้แก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญครบสามสิบปีบริบูรณ์แล้ว
ถ้าข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดมีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญครบยี่สิบห้าปีบริบูรณ์แล้ว ประสงค์ จะลาออกจากราชการ ก็ให้ผู้มีอำนาจสั่งอนุญาตให้ลาออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุรับราชการนานได้
[มาตรา 17 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2508]
มาตรา 18    ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีเวลาราชการสำหรับ คำนวณบำเหน็จบำนาญไม่ถึงสิบปีบริบูรณ์มีสิทธิได้บำเหน็จ
ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญตั้งแต่สิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปมีสิทธิได้บำนาญ
มาตรา 19    ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีสิทธิได้บำนาญ จะยื่นคำขอรับบำเหน็จตามเกณฑ์ในมาตรา 32 แทนบำนาญก็ได้
มาตรา 20    ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดมีเวลาราชการสำหรับ คำนวณบำเหน็จบำนาญครบสิบปีบริบูรณ์แล้ว ออกจากราชการเพราะลาออกและไม่มีสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จบำนาญปกติตาม ความในมาตรา 12 ก็ให้ได้รับบำเหน็จตามเกณฑ์ในมาตรา 32
[มาตรา 20 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2508]

หมวด 2
เวลาราชการและการนับเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ

มาตรา 21     ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีอายุครบหกสิบปี บริบูรณ์แล้ว เป็นอันพ้นจากราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณที่อายุครบหกสิบปีบริบูรณ์นั้น
[มาตรา 21 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2520]
มาตรา 22     ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเจ้าหน้าที่ควบคุม เกษียณอายุของข้าราชการส่วนท้องถิ่น
มาตรา 23     ก่อนสิ้นเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณทุกปี ให้เจ้าหน้าที่ควบคุมเกษียณอายุข้าราชการส่วนท้องถิ่นดังบัญญัติไว้ในมาตรา 22 ยื่นบัญชีรายชื่อข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้มีสิทธิ จะได้รับบำเหน็จบำนาญซึ่งมีอายุจะครบหกสิบปีบริบูรณ์ในปีงบประมาณถัดไป ต่อคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น
[มาตรา 23 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2508 และความในวรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ของ มาตรานี้ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2520]
มาตรา 24    [ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2520]
มาตรา 25    การนับเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จ บำนาญนั้นให้นับแต่วันรับราชการและรับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือน ซึ่งมิใช่อัตราข้าราชการ ส่วนท้องถิ่นประเภทวิสามัญหรือลูกจ้าง
ข้าราชการส่วนท้องถิ่นประเภทวิสามัญที่ได้มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ยกฐานะหรือให้เปลี่ยนฐานะเป็น ข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญ ตามมาตรา 10 ได้ และเมื่อได้มีการยกฐานะหรือเปลี่ยนฐานะเป็น ข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญดังกล่าวแล้ว ก็ให้นับเวลาระหว่างที่เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ประเภท วิสามัญที่ติดต่อกับวันที่ได้มีการยกฐานะหรือการเปลี่ยนฐานะนั้น เป็นเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญได้ด้วย
ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งทำงานหรือรับราชการก่อนอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ ให้เริ่มนับเวลาราชการสำหรับ คำนวณบำเหน็จบำนาญตั้งแต่วันที่มีอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์เป็นต้นไป
ผู้ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนทหารกองประจำการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร ให้มีสิทธินับเวลาราชการตั้งแต่ วันขึ้นทะเบียนกองประจำการเป็นเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญได้
[มาตรา 25 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2520]
มาตรา 26    ผู้ซึ่งกระทำหน้าที่ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ในระหว่างเวลาที่มีการรบหรือการสงคราม หรือมีการปราบปรามการจลาจล หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้นับเวลาราชการที่ปฏิบัติการตามคำสั่งเป็นทวีคูณ แม้ว่าในระยะเวลาดังกล่าวนั้นจะไม่ได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณ ประเภทเงินเดือนก็ตาม
นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นต้นไป ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดประจำปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตใดที่ได้มี ประกาศใช้กฎอัยการศึก ให้นับเวลาราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างนั้นเป็นทวีคูณ
ในกรณีดังกล่าวในสองวรรคก่อน ถ้าผู้ใดมีเวลาราชการซึ่งอาจนับเป็นทวีคูณในเวลาเดียวกันได้หลายประการ ก็ให้นับเวลาระหว่างนั้นเป็นทวีคูณแต่ประการเดียว
มาตรา 27    เวลาป่วยหรือลาหรือต้องพักราชการซึ่งได้รับอนุญาต ให้รับเงินเดือนเต็มนั้น สำหรับการคำนวณบำเหน็จบำนาญให้นับเหมือนเต็มเวลาราชการ
เวลาป่วยหรือลาหรือต้องพักราชการซึ่งได้รับอนุญาตให้รับเงินเดือนไม่เต็มนั้น สำหรับการคำนวณบำเหน็จ บำนาญให้นับเวลาตามส่วนแห่งเงินเดือนที่ได้รับ
เวลาป่วยหรือลาหรือต้องพักราชการหรือมิได้อยู่รับราชการซึ่งมิได้รับอนุญาตให้รับเงินเดือน ไม่นับเป็นเวลา ราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความถึงผู้ที่มิได้อยู่รับราชการด้วยเหตุที่ถูกลงทัณฑ์ทางวินัย ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยตำรวจ
มาตรา 28    ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งทางราชการ คัดเลือกหรือสอบคัดเลือกให้ไปดูการหรือศึกษาวิชาในต่างประเทศ ให้นับเวลาสำหรับการคำนวณบำเหน็จบำนาญ ในระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการ
มาตรา 29    เวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ ให้นับแต่จำนวนปี เศษของปีถ้าถึงครึ่งปีให้นับเป็นหนึ่งปี
การนับระยะเวลาตามความในวรรคก่อน สำหรับเดือนหรือวัน ให้คำนวณตามวิธีการจ่ายเงินเดือน และให้นับสิบ สองเดือนเป็นหนึ่งปี สำหรับจำนวนวันถ้ามีรวมกันหลายระยะให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน
มาตรา 30    ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใด
(1) ลาออกโดยไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญจากการรับราชการตอนก่อนลาออก
(2) ถูกปลดออกหรือถูกไล่ออก หรือ
(3) ออกจากราชการโดยได้รับหรือมีสิทธิที่จะรับบำเหน็จหรือบำนาญแล้ว
ถ้าภายหลังได้เข้ารับราชการใหม่ ให้คิดเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญเฉพาะการรับราชการ ครั้งใหม่เท่านั้น ทั้งนี้มิให้ใช้บังคับแก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งได้รับหรือมีสิทธิในบำนาญปกติสำหรับข้าราชการส่วน ท้องถิ่นแล้ว ภายหลังกลับเข้ารับราชการใหม่และเลิกรับบำนาญในขณะที่กลับเข้ารับราชการใหม่นั้น การบอกเลิกรับ บำนาญจะต้องกระทำภายในสามสิบวันนับตั้งแต่วันกลับเข้ารับราชการใหม่ โดยทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อยื่นต่อ เจ้าสังกัดเพื่อส่งไปยังกระทรวงมหาดไทย
การไปรับราชการส่วนท้องถิ่นต่างสังกัด ถ้าเวลาราชการไม่ติดต่อกันและพิสูจน์ไม่ได้ว่าทางราชการโอนหรือสั่ง ให้ ถือว่าเป็นการลาออกจากสังกัดเดิม
การโอนหรือสั่งข้าราชการผู้ใดไปรับราชการส่วนท้องถิ่น หรือการโอนหรือสั่งข้าราชการส่วนท้องถิ่นไปรับราชการ ระหว่างราชการส่วนท้องถิ่นด้วยกันให้นับเวลาราชการของข้าราชการหรือข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้นั้นสำหรับคำนวณ บำเหน็จบำนาญติดต่อกัน
มาตรา 30 ทวิ    ข้าราชการซึ่งได้รับหรือมีสิทธิในบำนาญปกติ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการผู้ใด ภายหลังเข้ารับราชการเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น หากประสงค์จะให้ ต่อเวลาราชการระหว่างที่เป็นข้าราชการกับเวลาราชการระหว่างที่เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ ก็ให้มีสิทธิกระทำได้โดยการเลิกรับบำนาญในขณะที่เข้ารับราชการเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น
การเลิกรับบำนาญตามวรรคหนึ่ง จะต้องบอกเลิกภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เข้ารับราชการเป็นข้าราชการส่วน ท้องถิ่น โดยทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อเป็นหลักฐานยื่นต่อเจ้าสังกัดที่ผู้นั้นเข้ารับราชการเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นเพื่อ ส่งต่อไปยังกระทรวงมหาดไทย เมื่อกระทรวงมหาดไทยพิจารณาต่อเวลาราชการให้แล้ว ให้แจ้งให้เจ้าสังกัดที่ผู้นั้นรับ บำนาญอยู่ทราบ
[มาตรา 30 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2520]

หมวด 3
วิธีคำนวณบำเหน็จบำนาญ

มาตรา 31     ในการคำนวณบำเหน็จบำนาญนั้น ให้ตั้งเงินเดือนเดือนสุดท้ายเป็นเกณฑ์คำนวณ แต่ถ้าเป็นการคำนวณบำเหน็จบำนาญของข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งพ้น จากราชการเพราะเกษียณอายุตามมาตรา 21 เงินเดือนเดือนสุดท้ายให้หมายความรวมถึงเงินเดือน ที่ได้เลื่อนในวันสุดท้ายของปีงบประมาณนั้นด้วย
การเลื่อนเงินเดือนในวันสุดท้ายของปีงบประมาณนั้นไม่ก่อให้เกิดสิทธิรับเงินเดือนที่ได้เลื่อน แต่เงินเดือนที่ได้ เลื่อนนั้นให้ถือเสมือนว่าเป็นเงินเดือนเดิม
ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดเคยดำรงตำแหน่งในขณะเดียวกันหลายตำแหน่ง แล้วพ้นจากตำแหน่งที่มีเงินเดือน สูงสุดก่อนพ้นจากราชการ ให้ถือเงินเดือนเดือนสุดท้ายของตำแหน่งที่มีเงินเดือนสูงสุดจากเงินงบประมาณประเภท เงินเดือนที่เคยได้รับอยู่นั้นเป็นเงินเดือนเดือนสุดท้ายสำหรับตั้งเป็นเกณฑ์คำนวณ ในกรณีที่มีกฎหมายหรือกฎ ก.จ. ปรับ อัตราเงินเดือนของตำแหน่งที่มีเงินเดือนสูงก่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้นั้นพ้นจากราชการ ให้ถือเงินเดือนของตำแหน่งที่มี เงินเดือนสูงสุดที่ปรับตามกฎหมายหรือกฎ ก.จ. นั้นแล้วเป็นเงินเดือนเดือนสุดท้ายสำหรับตั้ง เป็นเกณฑ์คำนวณ
[มาตรา 31 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2518]
มาตรา 32    วิธีคำนวณบำเหน็จบำนาญให้กระทำดังนี้
(1) สำหรับบำเหน็จ ให้ตั้งเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีเวลาราชการ
(2) สำหรับบำนาญ ให้ตั้งเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีเวลาราชการ ดังนี้
       (ก) สำหรับข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่รับราชการ โดยรับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือน และไม่เคยออกจากราชการตลอดเวลาไม่น้อยกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ ให้แบ่งเป็นห้าสิบห้าส่วนคูณด้วยจำนวนปีเวลาราชการ
       (ข) สำหรับข้าราชการส่วนท้องถิ่นนอกจากที่กล่าวแล้วใน (ก)ให้แบ่งเป็นห้าสิบห้าส่วนคูณด้วยจำนวนปีเวลาราชการ
บำนาญปกติให้จำกัดจำนวนอย่างสูงไม่เกินเงินเดือนเดือนสุดท้าย
[มาตรา 32 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2508]
มาตรา 33    ภายใต้บังคับมาตรา 37 เมื่อได้แจ้งการคำนวณบำเหน็จบำนาญปกติให้ผู้มีสิทธิรับทราบล่วงพ้นสองปีแล้ว ให้ถือว่าการคำนวณนั้นเป็นอันเด็ดขาด

หมวด 4
ผู้รับบำนาญกลับเข้ารับราชการใหม

มาตรา 34     ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 30 ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ซึ่งได้รับหรือมีสิทธิในบำนาญปกติแล้ว ภายหลังกลับเข้ารับราชการใหม่ ถ้าเงินเดือนที่ได้รับในขณะที่ เข้ารับราชการครั้งใหม่น้อยกว่าเงินเดือนเดิมเมื่อก่อนออกจากราชการ จะขอรับบำนาญรวมกันไปด้วยก็ได้ แต่ถ้าเงินเดือนรวม กับบำนาญสูงกว่าเงินเดือนเดิมต้องลดบำนาญลงในระหว่างที่รับราชการครั้งหลังจนเงินเดือนใหม่รวมกับบำนาญไม่สูงกว่า เงินเดือนเดิม ถ้าเงินเดือนใหม่เท่า หรือสูงกว่าเงินเดือนเดิมก็ให้งดบำนาญในระหว่างนั้น เมื่อออกจากราชการตอนหลัง ให้คำนวณบำนาญโดยคิดเฉพาะจำนวนเงินเดือนที่ได้รับจริงในตอนใหม่ และเฉพาะเวลาราชการในตอนใหม่ บวกเข้ากับบำนาญเดิม บำนาญในตอนหลังนี้จะเปลี่ยนเป็นขอรับบำเหน็จแทนก็ได้
การขอรับบำนาญรวมไปกับเงินเดือนตามวรรคก่อนนั้น ถ้าบำนาญรวมกับเงินเดือนใหม่ยังต่ำกว่าเงินเดือนเดิม แต่หากสูงกว่าอัตราเงินเดือนสูงสุดของข้าราชการส่วนท้องถิ่นประเภทที่กลับเข้ารับราชการใหม่ ก็ให้จ่ายได้รวมกันไม่เกิน อัตราเงินเดือนสูงสุดของข้าราชการส่วนท้องถิ่นตามประเภทที่กลับเข้ารับราชการนั้น
มาตรา 34 ทวิ     ข้าราชการซึ่งได้รับหรือมีสิทธิในบำนาญ ปกติตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการผู้ใด ภายหลังเข้ารับราชการเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยไม่ได้ บอกเลิกรับบำนาญเพื่อต่อเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญตามมาตรา 30 ทวิ ถ้าเงินเดือนที่ได้รับในขณะที่ เข้ารับราชการเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นน้อยกว่าเงินเดือนเดิมเมื่อก่อนออกจากราชการจะขอรับบำนาญรวมกันไปด้วยก็ได้ แต่ถ้าเงินเดือนรวมกับบำนาญสูงกว่าเงินเดือนเดิม ต้องลดบำนาญลงในระหว่างที่รับราชการเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น จนเงินเดือนใหม่รวมกับบำนาญไม่สูงกว่าเงินเดือนเดิม ถ้าเงินเดือนใหม่เท่าหรือสูงกว่าเงินเดือนเดิมก็ให้งดบำนาญในระหว่าง นั้น เมื่อออกจากราชการตอนหลังให้คำนวณบำนาญโดยคิดเฉพาะจำนวนเงินเดือนที่ได้รับจริงในตอนใหม่ และเฉพาะเวลาราชการ ในตอนใหม่บวกเข้ากับบำนาญเดิม บำนาญในตอนหลังนี้จะเปลี่ยนเป็นขอรับบำเหน็จแทนก็ได้
การขอรับบำนาญรวมไปกับเงินเดือนตามวรรคหนึ่งนั้น ถ้าบำนาญรวมกับเงินเดือนใหม่ยังต่ำกว่าเงินเดือนเดิม แต่หากสูงกว่าอัตราเงินเดือนสูงสุดของข้าราชการส่วนท้องถิ่นประเภทที่เข้ารับราชการใหม่ ก็ให้จ่ายได้รวมกันไม่เกินอัตรา เงินเดือนสูงสุดของข้าราชการส่วนท้องถิ่นตามประเภทที่เข้ารับราชการนั้น
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ เมื่อข้าราชการซึ่งได้รับหรือมีสิทธิในบำนาญปกติ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ เข้ารับราชการเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นแล้ว ให้เจ้าสังกัดซึ่งข้าราชการผู้นั้นเข้ารับราชการเป็น ข้าราชการส่วนท้องถิ่นแจ้งอัตราเงินเดือนที่ข้าราชการผู้นั้นได้รับให้เจ้าสังกัดที่าราชการผู้นั้นรับบำนาญอยู่ทราบ วิธีเดียว กันนี้ ให้ใช้บังคับแก่กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราเงินเดือนของข้าราชการผู้นั้นในภายหลังทุกครั้งด้วย
[มาตรา 34 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2520]

ลักษณะ 3
บำเหน็จบำนาญพิเศษ

มาตรา 35   เมื่อข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดประสบเหตุดังที่ บัญญัติไว้ในลักษณะนี้ให้จ่ายบำเหน็จหรือบำนาญพิเศษให้
สิทธิในบำเหน็จหรือบำนาญพิเศษเป็นสิทธิเฉพาะตัวจะโอนไม่ได้
มาตรา 36    ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดได้รับอันตรายจนพิการ เสียแขน หรือขา หูหนวกทั้งสองข้าง ตาบอด หรือได้รับการป่วยเจ็บซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจแล้วและแสดงว่าถึง ทุพพลภาพไม่สามารถจะรับราชการต่อไปได้อีกเลย ทั้งนี้เพราะเหตุปฏิบัติราชการในหน้าที่หรือถูกประทุษร้าย เพราะเหตุกระทำการ ตามหน้าที่ ให้ผู้นั้นได้รับบำนาญปกติกับทั้งได้รับบำนาญพิเศษด้วย เว้นแต่การได้รับอันตราย ได้รับการป่วยเจ็บหรือ การถูกประทุษร้ายนั้นเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือจากความผิดของตนเอง
มาตรา 37    ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดได้รับบำเหน็จ หรือบำนาญไปแล้วตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าภายในกำหนดเวลาสามปีนับแต่วันออกจากราชการปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่า ผู้นั้นเกิดป่วยเจ็บถึงทุพพลภาพอันเป็นผลเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการระหว่างที่ผู้นั้นรับราชการ ก็ให้จ่ายบำนาญ ตามมาตรา 36และถ้าถึงตายก็ให้จ่ายบำนาญตามมาตรา 40 ทั้งนี้ให้จ่ายให้นับแต่วันขอ และในกรณีที่ได้รับบำเหน็จไปแล้ว ก็ให้จ่ายเฉพาะบำนาญพิเศษแต่อย่างเดียว
มาตรา 38    การคำนวณบำนาญพิเศษ ให้กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้กำหนดตามสมควรแก่เหตุการณ์ประกอบกับความพิการและทุพพลภาพของผู้นั้นตามอัตราดังต่อไปนี้
(1) ในยามปกติมีอัตราตั้งแต่ห้าในห้าสิบส่วนจนถึงยี่สิบในห้าสิบส่วนแห่งเงินเดือนเดือนสุดท้าย
(2) ผู้มีหน้าที่ต้องไปราชการหรือปฏิบัติราชการโดยอากาศยานในอากาศ หรือต้องไปราชการหรือปฏิบัติราชการ โดยเรือดำน้ำ หรือมีหน้าที่ต้องทำการดำน้ำ หรือมีหน้าที่ทำการกวาดทุ่นระเบิด หรือมีหน้าที่ขุด ทำลาย ทำหรือประกอบ วัตถุระเบิด หรือมีหน้าที่เกี่ยวกับไอพิษ ถ้าได้รับอันตรายด้วยหน้าที่ที่กระทำนั้นให้มีอัตราเป็นจำนวนกึ่งเงินเดือนเดือน สุดท้าย
(3) เวลาทำหน้าที่ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดในระหว่างเวลาที่มีการรบหรือการสงคราม หรือมีการ ปราบปรามการจลาจล หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ถ้าได้รับอันตรายด้วยหน้าที่ที่กระทำนั้นให้มี อัตราตั้งแต่สามสิบในห้าสิบส่วนจนถึงสามสิบห้าในห้าสิบส่วนของเงินเดือนเดือนสุดท้าย ในกรณีที่ไม่มีเงินเดือนให้ถือ อัตราเงินเดือนทหารตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดเป็นเงินเดือนเดือนสุดท้าย
มาตรา 39    ผู้ได้รับอันตรายถึงทุพพลภาพดังกล่าวในมาตรา 36 แม้จะยังไม่มีสิทธิรับบำนาญปกติก็ให้ได้รับบำนาญปกติได้ คิดตามอัตราที่บัญญัติไว้ ในมาตรา 32 บวกกับบำนาญพิเศษด้วย
มาตรา 40    ผู้ได้รับอันตรายดังกล่าวในมาตรา 36 ถ้าถึงแก่ความตาย เพราะเหตุนั้นก่อนได้รับบำนาญพิเศษไป นอกจากบำเหน็จตกทอดซึ่งจะได้รับตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 4 ก็ให้จ่ายบำนาญพิเศษให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิตามเกณฑ์ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 43 และมาตรา 44 อีกด้วย ดังนี้
(1) ในยามปกติเป็นจำนวนกึ่งเงินเดือนเดือนสุดท้ายของผู้ตาย
(2) ผู้มีหน้าที่ต้องไปราชการหรือปฏิบัติราชการโดยอากาศยานในอากาศ หรือมีหน้าที่ต้องทำการโดดร่ม หรือต้อง ไปราชการหรือปฏิบัติราชการโดยเรือดำน้ำ หรือมีหน้าที่ต้องทำการดำน้ำ หรือมีหน้าที่ทำการกวาดทุ่นระเบิด หรือมีหน้าที่ ขุดทำลาย ทำหรือประกอบวัตถุระเบิด หรือมีหน้าที่เกี่ยวกับไอพิษ หรือเวลาทำหน้าที่ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดใน ระหว่างเวลาที่มีการรบหรือการสงคราม หรือมีการปราบปรามการจลาจล หรือในระหว่างเวลาที่มีการประกาศใช้กฎ อัยการศึก หรือประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ถ้าได้รับอันตรายด้วยหน้าที่ที่กระทำนั้น ให้มีอัตรา เป็นจำนวนสี่สิบในห้าสิบ ส่วนแห่งเงินเดือนเดือนสุดท้ายของผู้ตาย
[มาตรา 40 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2508]
มาตรา 41    ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดได้รับการป่วยเจ็บ ทุพพลภาพ งกล่าวในมาตรา 36 เพราะเหตุ
(1) ต้องไปปฏิบัติราชการเป็นครั้งคราวนอกตำบลที่ตั้งสำนักงานประจำ หรือ
(2) ต้องประจำปฏิบัติราชการในท้องที่กันดารที่จะต้องเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งท้องที่นั้นได้กำหนดไว้โดยพระราช กฤษฎีกา
ถ้าปรากฏว่า ความป่วยเจ็บทุพพลภาพนั้นได้เกิดเนื่องจากการต้องไปปฏิบัติราชการหรือต้องประจำปฏิบัติ ราชการนั้น ก็ให้จ่ายบำนาญตามมาตรา 36 และถ้าถึงตายก็ให้จ่ายบำนาญพิเศษตามมาตรา 40 (1)
มาตรา 42    ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดสูญหาย ไปและมีเหตุอันควรเชื่อด้ว่าผู้นั้นได้รับอันตรายดังกล่าวในมาตรา 36 ถึงตาย เมื่อพ้นกำหนดสองเดือนนับแต่วันสูญหาย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าผู้นั้นถึงแก่ความตายในวันที่สูญหายและให้จ่ายบำนาญพิเศษ ตามบทบัญญัติในมาตรา 40
ถ้าปรากฏในภายหลังว่า ผู้ที่ต้องสันนิษฐานว่าตายตามความในวรรคก่อนมิได้ตายก็ให้งดจ่ายบำนาญพิเศษนั้น และถ้าราชการส่วนท้องถิ่นจะต้องจ่ายเงินเดือนให้ในระหว่างเวลาที่ต้องสันนิษฐานว่าถึงแก่ความตาย ก็ให้หักจำนวนเงิน ทั้งหมดที่จ่ายไปแล้วออกจากจำนวนเงินที่ต้องจ่ายนั้น
มาตรา 43     บำนาญพิเศษที่บัญญัติในลักษณะนี้ ให้จ่ายแก่ทายาทผู้มีสิทธิตามเกณฑ์ ดังนี้
(1) บุตร ให้ได้รับสองส่วน ถ้าผู้ตายมีบุตรตั้งแต่สามคนขึ้นไป ให้ได้รับสามส่วน
(2) สามีหรือภริยา ให้ได้รับหนึ่งส่วน
(3) บิดามารดา หรือบิดา หรือมารดา ที่มีชีวิตอยู่ ให้ได้รับหนึ่งส่วน
ถ้าผู้ตายไม่มีทายาทผู้มีสิทธิได้รับบำนาญพิเศษในอนุมาตราใดดังกล่าวหรือทายาทนั้นได้ตายไปก่อน ให้แบ่ง บำนาญพิเศษนั้นระหว่างทายาทผู้มีสิทธิตามส่วนในอนุมาตราที่มีทายาทผู้มีสิทธิได้บำนาญพิเศษ
ถ้าได้มีการจ่ายบำนาญพิเศษไปแล้ว หากปรากฏว่ามีบุตรซึ่งได้มีคำพิพากษาของศาลว่าเป็นบุตรชอบด้วย กฎหมายของผู้ตาย ซึ่งได้มีการฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรก่อนหรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่บิดาตายหรือนับแต่วันที่ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของบิดาเพิ่มขึ้นให้แบ่งบำนาญพิเศษนั้นใหม่ระหว่างทายาทผู้มีสิทธิโดยถือว่าบุตรชอบด้วย กฎหมายตามคำพิพากษานั้นเป็นทายาทผู้มีสิทธิตั้งแต่วันตายของเจ้าบำนาญ กรณีเช่นนี้ให้จังหวัดหักเอาจากทายาท ซึ่งรับบำนาญพิเศษไปก่อนแล้วคืนตามระเบียบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด
กรณีที่ไม่สามารถหักเงินบำนาญพิเศษที่จ่ายให้ทายาทซึ่งรับเกินไปในส่วนของตนตามวรรคสามคืนได้ จังหวัดไม่ ต้องรับผิดชอบจ่ายเงินบำนาญพิเศษให้แก่บุตรซึ่งได้มีคำพิพากษาของศาลว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายย้อนหลังไปถึง วันเกิดสิทธิรับบำนาญพิเศษแต่อย่างใด
ถ้าไม่มีทายาทผู้มีสิทธิได้รับบำนาญพิเศษดังกล่าวทั้งสามอนุมาตราให้บุคคลซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นว่ามี หลักฐานแสดงได้ว่าเป็นผู้อุปการะผู้ตายอยู่หรือเป็นผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตายเป็นผู้รับบำนาญพิเศษตามส่วนที่ผู้ว่า ราชการจังหวัดจะได้กำหนดให้ และเมื่อได้จ่ายบำนาญพิเศษให้แก่ผู้อุปการะ หรือผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตายแล้ว หาก ปรากฏภายหลังว่ามีบุตรซึ่งได้มีคำพิพากษาของศาลว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายซึ่งได้มีการฟ้องคดีขอให้ รับเด็กเป็นบุตรก่อนหรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่บิดาตายหรือนับแต่วันที่ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของบิดาให้สั่งจ่าย บำนาญพิเศษให้แก่บุตรซึ่งศาลพิพากษาว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว กรณีเช่นนี้ถ้าไม่สามารถเรียกเงินบำนาญ พิเศษที่จ่ายให้ผู้อุปการะหรือผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตายรับไปแล้วคืนได้ ให้นำความในวรรคสามและวรรคสี่มาใช้บังคับโดย อนุโลม
เมื่อบุคคลซึ่งได้รับบำนาญพิเศษอยู่ตามที่กล่าวข้างต้นตายหรือหมดสิทธิไปให้ส่วนที่ผู้นั้นได้รับอยู่เป็นอันยุติลง เพียงนั้น
[มาตรา 43 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530]
มาตรา 44    บำนาญพิเศษที่บัญญัติไว้ในมาตรา 43 ให้จ่ายโดยกำหนดเวลาและเงื่อนไขดังนี้
(1) บุตร ให้มีสิทธิได้รับจนอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์เว้นแต่เมื่ออายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์นั้นกำลังศึกษาอยู่ในชั้น เตรียมอุดมศึกษาหรือในชั้นอุดมศึกษา หรือชั้นการศึกษาที่ทางราชการรับรองให้เทียบเท่า ก็ให้ได้รับต่อไปตลอดเวลาที่ยัง ทำการศึกษาอยู่ในสถานศึกษาแต่ไม่เกินอายุยี่สิบห้าปีบริบูรณ์
(2) สามีหรือภริยา ให้ได้รับตลอดชีวิตเว้นแต่ทำการสมรสใหม่
(3) บิดามารดา ให้ได้รับตลอดชีวิต
(4) บุคคลอื่นนอกจากที่ได้กล่าวใน (1) (2) และ (3) ถ้าอายุยังไม่ถึงยี่สิบปีบริบูรณ์ ให้อนุโลมรับอย่างบุตรแล้วแต่ กรณี ถ้าไม่เข้าลักษณะดังกล่าวแล้วให้รับอยู่เพียงสิบปี
ถ้าผู้มีสิทธิได้รับบำนาญพิเศษเป็นผู้พิการถึงทุพพลภาพอยู่ก่อนแล้ว หรือในระหว่างที่มีสิทธิได้รับบำนาญพิเศษ ก็ให้ผู้นั้นได้รับบำนาญพิเศษตลอดเวลาที่ทุพพลภาพอยู่
มาตรา 45    บำนาญพิเศษรายใดมีจำนวนยอดรวม ไม่ถึงเดือนละสามร้อยบาท บรรดาผู้มีสิทธิจะได้รับจะยื่นคำขอเปลี่ยนเป็นรับบำเหน็จพิเศษแทนได้เป็นจำนวนเท่ากับบำนาญ พิเศษหกสิบเดือน แต่ต้องไม่น้อยกว่าสามพันบาท
[มาตรา 45 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2508]
มาตรา 46   การขอบำนาญพิเศษต้องแสดงรายงานแพทย์ที่ ทางราชการรับรอง กับรายงานแสดงเหตุที่ต้องรับอันตรายได้รับการป่วยเจ็บหรือถูกประทุษร้ายนั้นด้วย
ในกรณีดังบัญญัติไว้ในมาตรา 42 ให้แสดงถึงเหตุการณ์อันทำให้ควรเชื่อได้ว่าผู้นั้นได้รับอันตรายถึงตาย

ลักษณะ 4
บำเหน็จตกทอด

มาตรา 47   ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดตายในระหว่าง รับราชการอยู่ ถ้าความตายนั้นมิได้เกิดขึ้นเนื่องจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของตนเองให้จ่ายเงินเป็นบำเหน็จตกทอดเป็น จำนวนตามเกณฑ์คำนวณในมาตรา 32 (1) ให้แก่บุคคลดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 43 และให้จ่ายตามส่วนและหลักเกณฑ์ ที่กำหนดในมาตรานั้น แต่บุตรซึ่งมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์แล้วในวันที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้นั้นตาย ไม่มีสิทธิได้รับเงิน บำเหน็จตกทอด เว้นแต่กำลังศึกษาในชั้นเตรียมอุดมศึกษาหรือชั้นอุดมศึกษาหรือชั้นการศึกษาที่ทางราชการรับรองให้เทียบเท่า และยังมีอายุไม่เกินยี่สิบหกปีบริบูรณ์ หรือเว้นแต่เป็นบุคคลซึ่งพิการถึงทุพพลภาพ
[มาตรา 47 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530]
มาตรา 48    ภายใต้บังคับมาตรา 37 ผู้ได้รับบำนาญปกติอยู่ หรือผู้มีสิทธิจะได้รับบำนาญปกติ หรือผู้ได้รับบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพ ตายให้จ่ายเงินเป็นบำเหน็จตกทอดให้แก่ บุคคลดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 43 เป็นจำนวนสามสิบเท่าของบำนาญรายเดือนที่ได้รับหรือมีสิทธิได้รับนั้น และให้จ่ายตามส่วน และหลักเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรานั้น แต่บุตรซึ่งมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์แล้วในวันที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้นั้นตายไม่มีสิทธิ ได้รับเงินบำเหน็จตกทอด เว้นแต่กำลังศึกษาในชั้นเตรียมอุดมศึกษาหรือชั้นอุดมศึกษาหรือชั้นการศึกษาที่ทางราชการรับรอง ให้เทียบเท่าและยังมีอายุไม่เกินยี่สิบหกปีบริบูรณ์ หรือเว้นแต่เป็นบุคคลซึ่งพิการถึงทุพพลภาพ
[มาตรา 48 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530]
มาตรา 49    การคำนวณเงินบำเหน็จตกทอดตามความ ในลักษณะนี้รายใดได้ผลเป็นยอดเงินบำเหน็จตกทอดไม่ถึงสามพันบาท ก็ให้จ่ายเป็นบำเหน็จตกทอดสามพันบาท
[มาตรา 49 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2508]

ลักษณะ 5
การพิจารณาสั่งจ่ายบำเหน็จบำนาญ

มาตรา 50    เมื่อราชการส่วนท้องถิ่นได้รับเรื่องราวขอรับ บำเหน็จบำนาญแล้วให้รีบตรวจสอบและนำส่งให้ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดภายในสามสิบวันนับแต่วันรับ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รีบพิจารณาสั่งภายในยี่สิบเอ็ดวันนับแต่วันรับ ทั้งนี้ เว้นแต่ความล่าช้าเป็นเพราะความผิดของผู้ขอหรือราชการส่วนท้องถิ่น เจ้าสังกัด แล้วแต่กรณี
การขอให้สั่งจ่ายและการสั่งจ่ายบำเหน็จบำนาญ ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด
[มาตรา 50 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530]

ลักษณะ 6
การเสียสิทธิรับบำนาญ

มาตรา 51     ผู้ใดรับบำนาญปกติหรือบำนาญตกทอดอยู่ ถ้า
(1) กระทำความผิดถึงต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาโทษจำคุก เว้นแต่ความผิดในลักษณะฐานลหุโทษ หรือ ความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือ
(2) เป็นบุคคลล้มละลายทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายผู้นั้นหมดสิทธิรับบำนาญปกติ หรือบำนาญตก ทอดตั้งแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด
มาตรา 52    ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดมีกรณีหรือ ต้องหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงถึงแก่ความตายก่อนได้รับการวินิจฉัยเรื่องที่กระทำผิดวินัยนั้นให้คณะกรรมการกองทุน บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นพิจารณาวินิจฉัยว่าถ้าผู้นั้นไม่ถึงแก่ความตายเสียก่อนจะต้องได้รับโทษถึงไล่ออกหรือ ปลดออกหรือไม่ถ้าเห็นว่าผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษถึงไล่ออกหรือปลดออก ทายาทไม่มีสิทธิได้รับบำนาญ ตามมาตรา 47
มาตรา 53    ผู้ซึ่งได้รับบำนาญปกติหรือมีสิทธิได้รับบำนาญปกติ หรือได้รับบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพผู้ใดกระทำความผิดอาญาซึ่งไม่ใช่ความผิดในลักษณะฐานลหุโทษหรือความผิด อันได้กระทำโดยประมาท หรือถูกฟ้องว่าเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต ถ้าถึงแก่ความตายก่อนมีคดีหรือก่อนคดีถึงที่สุด ให้คณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นพิจารณาวินิจฉัยว่า ผู้นั้นได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ ถ้าเห็นว่าผู้นั้นกระทำความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงไว้เกินกว่าหนึ่งปีแล้ว ทายาทไม่มีสิทธิได้รับบำนาญ ตามมาตรา 48
มาตรา 54    ทายาทดังต่อไปนี้ไม่มีสิทธิที่จะได้รับบำนาญ ตามมาตรา 40 มาตรา 41 มาตรา 42 มาตรา 47 และ มาตรา 48
(1) ผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำหรือพยายามกระทำให้เจ้าบำนาญหรือผู้ที่จะก่อให้เกิดสิทธิรับ บำนาญแก่ตนถึงตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
(2) ทายาทตามมาตรา 43 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำหรือพยายามกระทำให้ทายาทด้วยกันถึง ตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือ
(3) ผู้ใดฟ้องเจ้าบำนาญหรือผู้ที่จะก่อให้เกิดสิทธิรับบำนาญแก่ตน หาว่าทำความผิดโทษประหารชีวิต และ ตนเองกลับต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่า มีความผิดฐานฟ้องเท็จหรือทำพยานเท็จ

ลักษณะ 7
บทเฉพาะกาล

มาตรา 55    เงินทุนทดแทนพนักงานเทศบาลตาม พระราชบัญญัติเงินทดแทนพนักงานเทศบาล พุทธศักราช 2488 ที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้โอนเข้าเป็น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 56    พนักงานเทศบาลผู้ใดถูกหักเงินเดือนไว้เป็น เงินออมตามพระราชบัญญัติเงินทดแทนพนักงานเทศบาล พุทธศักราช 2488 เมื่อพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้ว หากยังคงรับราชการอยู่ ก็ให้เงินที่หักไว้เป็นเงินออมยังคงอยู่ในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นตามพระราช บัญญัตินี้ และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ถ้าผู้นั้นออกจากราชการภายหลังวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ก็ให้จ่ายเงินที่หักไว้เป็นเงินออมจากกองทุนให้ไปพร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละสองต่อปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ จนถึงวันสุดท้ายที่อยู่ในราชการ ถ้าผู้นั้นตาย ก็ให้จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ทายาท

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พจน์ สารสิน
นายกรัฐมนตรี


บัญชีอัตราบำนาญ
ท้ายพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น
-------------------------------------------------

บัญชีหมายเลข 1
บัญชีปรับอัตราบำนาญปกติ

บำนาญเดิมให้ได้รับ บำนาญเดิมให้ได้รับ บำนาญเดิมให้ได้รับ บำนาญเดิมให้ได้รับ
เพิ่ม (ถ้ามี)บาทเพิ่ม (ถ้ามี)บาท เพิ่ม (ถ้ามี)บาทเพิ่ม (ถ้ามี)บาท
รวมทั้งเงินบำนาญรวมทั้งเงินบำนาญ รวมทั้งเงินบำนาญรวมทั้งเงินบำบาญ
 บาท บาท  บาท บาท
  325475 1,5001,7483,7004,204
  350500 1,6001,8603,8004,315
  375525 1,7001,9723,9004,427
2070400550 1,8002,0834,0004,539
3080425576 1,9002,1954,1004,650
4090450603 2,0002,3064,2004,762
50100475631 2,1002,4174,3004,873
60110500658 2,2002,5304,4004,985
70120550712 2,3002,6414,5005,097
80130600766 2,4002,7534,6005,208
90140650821 2,5002,8644,7005,320
100150700875 2,6002,9764,8005,431
120180750929 2,7003,0884,9005,543
140 210 800984 2,8003,199 5,0005,655
160 2408501,038 2,9003,3115,2505,938
1802709001,093 3,0003,4225,5006,225
2003009501,147 3,1003,534 5,750 6,511
2203301,0001,201 3,2003,6466,000 6,798
2403601,1001,310 3,3003,7656,2507,085
2603901,2001,419 3,4003,8696,5007,371
2804201,3001,527 3,5003,9806,7507,658
3004501,4001,637 3,6004,0927,0007,945
7,2508,2328,74310,000 10,50012,02114,00016,523
7,5008,5208,75010,000 11,00012,64614,50017,189
7,7508,8179,00010,155 11,50013,27115,00017,856
8,0009,1159,25010,459 12,00013,89615,50018,523
8,2509,4129,50010,771 12,50014,52116,00019,227
85,009,7109,7501,084 13,00015,189  
8,7259,96810,00011,396 13,50015,856  

หมายเหตุ:-    ผู้ใดได้รับบำนาญเดิมอยู่ไม่ตรงกับอัตราในบัญชีนี้ แต่ได้รับอยู่ระหว่างสองอัตราใด ก็ให้ได้รับบำนาญโดยคำนวณเพิ่มให้ตามส่วนในระหว่างสองอัตรานั้น เศษของบาทให้ปัดเป็นหนึ่งบาท

ตัวอย่าง บำนาญเดิมอัตรา 722 บาท เป็นอัตราที่ไม่ตรงกับอัตราในบัญชีนี้
แต่เป็นอัตราที่อยู่ในระหว่าง 700 บาท กับ 750 บาท
บำนาญเดิม 700 บาท ได้บำนาญใหม่ 875 บาท
บำนาญเดิม 750 บาท ได้บำนาญใหม่ 929 บาท
ฉะนั้น บำนาญเดิม 722 บาท จะได้บำนาญตามส่วนโดยคำนวณ ดังต่อไปนี้
บำนาญเดิมต่างกัน 50 บาท บำนาญใหม่ต่างกัน 54 บาท
ฉะนั้น บำนาญเดิมต่างกัน 1 บาท บำนาญใหม่จึงต่างกัน 1 บาท 08 สตางค์
บำนาญต่างกัน 22 บาท บำนาญใหม่จึงต่างกัน 23 บาท 76 สตางค์
ดังนั้น บำนาญเดิม 700 + 22 บาท (คือ 722 บาท) บำนาญที่จะได้รับจึงเท่ากับ 875 + 23 บาท 76 สตางค์ เป็น 898 บาท 76 สตางค์ ปัดขึ้นเป็น 899 บาท


บัญชีหมายเลข 2
บัญชีปรับอัตราบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพ

1. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษและเงินเพิ่มรวมกัน (ถ้ามี) ไม่เกิน 100 บาท ให้ได้รับเพิ่มขึ้นอีก 50 บาท
2. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษและเงินเพิ่มรวมกัน (ถ้ามี) เกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 300 บาท ให้ได้ รับบำนาญพิเศษและเงินเพิ่มขึ้นอีกกึ่งหนึ่งของบำนาญพิเศษและเงินเพิ่มรวมกัน
3. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษและเงินเพิ่มรวมกัน (ถ้ามี) เกิน 300 บาท แต่ไม่ถึง 10,000 บาท ให้ได้ รับบำนาญพิเศษและเงินเพิ่มขึ้น อีก 150 บาท แต่เมื่อเพิ่มตามนี้แล้ว ถ้ามีจำนวนเกิน 10,000 บาท ให้ได้รับเพียง 10,000 บาท
4. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับบำนาญพิเศษและเงินเพิ่มรวมกัน (ถ้ามี) ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ให้คงได้รับเท่าเดิม
5. บำนาญพิเศษที่ปรับแล้วตาม 1,2 และ 3 ถ้ามีเศษของบาทให้ปัดเป็นหนึ่งบาท


บัญชีหมายเลข 3
บัญชีปรับอัตราบำนาญพิเศษสำหรับทายาท ผู้อุปการะ หรือผู้อยู่ในอุปการะ

1. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษและเงินเพิ่มรวมกัน (ถ้ามี) ไม่เกิน 50 บาท ให้ได้รับเพิ่มขึ้นอีก 25 บาท
2. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษและเงินเพิ่มรวมกัน (ถ้ามี) เกิน 50 บาท แต่ไม่เกิน 100 บาท ให้ได้รับ เพิ่มขึ้นอีกกึ่งหนึ่งของบำนาญพิเศษ และเงินเพิ่มรวมกัน (ถ้ามี)
3. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษและเงินเพิ่มรวมกัน (ถ้ามี) เกิน 100 บาท แต่ไม่ถึง 10,000 บาท ให้ได้ รับเพิ่มขึ้นอีก 50 บาท แต่เมื่อเพิ่มตามนี้แล้ว ถ้ามีจำนวนเกิน 10,000 บาท ให้ได้รับเพียง 10,000 บาท
4. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษและเงินเพิ่มรวมกัน (ถ้ามี) ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ให้คงได้รับ เท่าเดิม
5. บำนาญพิเศษที่ปรับแล้วตาม 1,2 และ 3 ถ้ามีเศษของบาทให้ปัดเป็นหนึ่งบาท


บัญชีหมายเลข 4
บัญชีปรับอัตราบำนาญตกทอด

1. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญตกทอดและเงินเพิ่มรวมกัน (ถ้ามี) ไม่เกิน 20 บาท ได้รับเพิ่มขึ้นอีกคนละ 10 บาท
2. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญตกทอดและเงินเพิ่มรวมกัน (ถ้ามี) เกิน 20 บาท แต่ไม่เกิน 100 บาท ได้รับเพิ่มขึ้นอีกกึ่งหนึ่งของบำนาญตกทอด และเงินเพิ่มรวมกัน (ถ้ามี)
3. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญตกทอดและเงินเพิ่มรวมกัน (ถ้ามี) เกิน 100 บาทขึ้นไป ให้ได้รับเพิ่มขึ้นอีก 50 บาท
4. บำนาญตกทอดและเงินเพิ่มที่ปรับแล้วตาม 1,2 และ 3 ถ้ามี เศษของบาทให้ปัดเป็นหนึ่งบาท


หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วน จังหวัด พ.ศ. 2498 พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 พระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 และพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการส่วนตำบล พ.ศ. 2499 กำหนดให้มีข้าราชการส่วนจังหวัดพนักงานเทศบาล พนักงานสุขาภิบาล และพนักงานตำบล เป็นผู้ดำเนินกิจการของส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นงานบริการสาธารณะเช่นเดียวกับการปฏิบัติราชการ ของข้าราชการพลเรือน จึงเป็นการสมควรให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่ง ได้แก่ ข้าราชการส่วนจังหวัด พนักงานเทศบาล พนักงานสุขาภิบาล และพนักงานตำบลมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญในทำนองเดียวกันกับข้าราชการพลเรือน ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นขึ้น พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2508

มาตรา 13 บทบัญญัติมาตรา 12 ไม่กระทบกระทั่งสิทธิของผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเงินบำนาญตกทอดอยู่แล้ว ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อแก้ไข คำนิยามของคำว่า "เงินเดือนเดิม" และ "ผู้อุปการะ" ตลอดจนแก้ไขหลักการบางประการในกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น เช่น ให้ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้มีอายุครบห้าสิบปีบริบูรณ์หรือมีเวลาราชการครบยี่สิบห้าปีบริบูรณ์ ลาออกจากราชการขอรับ บำเหน็จบำนาญได้ และยกเลิกบำนาญตกทอด ซึ่งปรากฏว่าได้มีความยุ่งยากในทางปฏิบัติเป็นอันมาก เป็นให้รับบำเหน็จ ตกทอดแทน โดยให้สอดคล้องเหมือนกับหลักการในกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

[รก.2508/114/63/31 ธันวาคม 2508]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2518

มาตรา 5 ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญปกติตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น อยู่ในวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2506 และได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับจนถึงวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้รวมบำนาญ ปกติ และเงินเพิ่มที่ได้รับอยู่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2501 เข้าด้วยกันแล้วปรับให้ได้รับเป็นบำนาญปกติอย่างเดียวตามอัตราในบัญชีหมายเลข 1 ท้ายพระราชบัญญัตินี้
ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญปกติตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นภายหลังวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2506 เป็นต้นมาและได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับอยู่จนถึงวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ได้รับบำนาญ ปกติตามอัตราในบัญชีหมายเลข 1 ท้ายพระราชบัญญัตินี้
ผู้ซึ่งกลับเข้ารับราชการใหม่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยมิได้นับเวลาราชการติดต่อกันและถูกงด บำนาญตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 เมื่อออกจากราชการใน หรือหลังวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ สำหรับบำนาญเดิมที่จะได้รับให้ได้รับตามอัตราในบัญชีหมายเลข 1 ท้ายพระราช บัญญัตินี้

มาตรา 6 ความในมาตรา 32 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2508 มิให้ใช้บังคับแก่ ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญปกติตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 7 ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพอยู่ในวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2506 และ ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับจนถึงวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้รวมบำนาญพิเศษและเงินเพิ่มที่ได้รับอยู่ตามระเบียบ กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2501 เข้าด้วยกันแล้วปรับให้ได้รับเป็น บำนาญพิเศษอย่างเดียวตามอัตราในบัญชีหมายเลข 2 ท้ายพระราชบัญญัตินี้
ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพ ภายหลัง วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2506 เป็นต้นมา และได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับอยู่จนถึงวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ได้รับบำนาญพิเศษตามอัตราในบัญชีหมายเลข 2 ท้ายพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 8 ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษในฐานะทายาทผู้อุปการะหรือผู้อยู่ในอุปการะอยู่ในวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2506 และได้รับ หรือมีสิทธิจะได้รับจนถึงวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้รวมบำนาญพิเศษและเงินเพิ่ม ที่ได้รับอยู่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2501 เข้าด้วยกันแล้ว ปรับให้ได้รับเป็นบำนาญพิเศษอย่างเดียวตามอัตราในบัญชีหมายเลข 3 ท้ายพระราชบัญญัตินี้
ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษในฐานะทายาท ผู้อุปการะหรือผู้อยู่ในอุปการะ ภายหลังวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2506 เป็นต้นมา และได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับอยู่จนถึงวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ได้รับบำนาญ พิเศษตามอัตราในบัญชีหมายเลข 3 ท้ายพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 9 ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญตกทอดอยู่ในวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2506 และได้รับหรือมีสิทธิจะ ได้รับอยู่จนถึงวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้รวมบำนาญตกทอดและเงินเพิ่มที่ได้รับอยู่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2501 เข้าด้วยกันแล้วปรับให้ได้รับเป็นบำนาญตกทอด อย่างเดียวตามอัตราในบัญชีหมายเลข 4 ท้ายพระราชบัญญัตินี้
ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญตกทอดภายหลังวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2506 เป็นต้นมา และได้รับหรือมีสิทธิ จะได้รับอยู่จนถึงวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ได้รับบำนาญตกทอดตามอัตราในบัญชีหมายเลข 4 ท้ายพระราช บัญญัตินี้

มาตรา 10 ให้นำความในมาตรา 31 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับแก่กรณีการคำนวณบำเหน็จบำนาญของ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งพ้นจากราชการเพราะเกษียณอายุตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2516 ด้วย

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงอัตราบำนาญของ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นเพื่อให้เหมาะสมแก่ค่าครองชีพในปัจจุบันและเพื่อให้ผู้รับบำนาญเสียภาษีเงินได้เอง จึงจำเป็นต้อง ตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

[รก.2518/238/1พ./20 พฤศจิกายน 2518]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2520

มาตรา 8 การบอกเลิกรับบำนาญตามมาตรา 30 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วน ท้องถิ่น พ.ศ. 2500 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้สำหรับผู้ที่เข้ารับราชการเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บอกเลิกได้ภายในระยะเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แต่ทั้งนี้ ต้องกระทำในขณะที่ยังรับราชการอยู่ และในกรณีที่ได้รับบำนาญรวมกับเงินเดือนมาแล้ว ให้คืนบำนาญและเงินที่จ่าย ควบกับบำนาญที่รับไปแล้วตั้งแต่วันที่เข้ารับราชการเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นให้หมดเสียก่อนวันออกจากราชการ

มาตรา 9 บทบัญญัติมาตรา 34 ทวิ ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของข้าราชการซึ่งได้รับหรือมีสิทธิในบำนาญปกติ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งภายหลังได้เข้ารับราชการเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนวันที่พระราช บัญญัตินี้ใช้บังคับ และข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้นั้นไม่ได้ใช้สิทธิบอกเลิกรับบำนาญเพื่อต่อเวลาราชการสำหรับคำนวณ บำเหน็จบำนาญตามมาตรา 8

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

(1) กฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งบัญญัติให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีอายุครบ หกสิบปีบริบูรณ์ อาจได้รับการต่อเวลาราชการให้รับราชการต่อไปอีกได้ในกรณีพิเศษนั้น ไม่เหมาะสมกับสภาวะการณ์ปัจจุบันสมควรที่จะเลิกการต่อเวลาราชการให้แก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ไม่ว่าในกรณีใด
(2) สมควรให้ข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งออกจากราชการแล้ว ภายหลังเข้า รับราชการเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีสิทธิขอต่อเวลาราชการระหว่างที่เป็นข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จ บำนาญ ข้าราชการกับเวลาราชการระหว่างที่เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญเช่นเดียวกับกรณี การกลับเข้ารับราชการใหม่
(3) สมควรให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นประเภทวิสามัญที่มีกฎหมายบัญญัติให้ยกฐานะหรือเปลี่ยนฐานะเป็น ข้าราชการส่วนท้องถิ่นประเภทสามัญมีสิทธินับเวลาระหว่างที่เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นประเภทวิสามัญเป็นเวลาราชการ สำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญได้ทำนองเดียวกับหลักการของกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
(4) สมควรให้ผู้ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นทหารกองประจำการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารมีสิทธิ นับเวลาราชการตั้งแต่วันขึ้นทะเบียนเป็นทหารกองประจำการเป็นเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญได้ทำนอง เดียวกับหลักการของกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติขึ้น
[รก.2520/17/23/9 มีนาคม 2520]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530

มาตรา 9 ในกรณีที่มีผู้รับเงินเพิ่มพิเศษรายเดือนสำหรับการปราบปรามผู้กระทำความผิดตามระเบียบสำนัก นายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ. 2521 อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ เงินเพิ่มพิเศษดังกล่าวมีผลใช้บังคับในการรวมเป็นเงินเดือนเดือนสุดท้ายตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2526 แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติ บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์แก่ข้าราชการตามความเหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ฉะนั้น เพื่อให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้รับประโยชน์เช่นเดียวกัน สมควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบำเหน็จ บำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ซึ่งได้ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2526 จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

[รก.2530/254/4/7 ธันวาคม 2530]